เป็นพนักงานขาย (ทางโทรศัพท์)ดีอย่างไร

อาชีพการขายเป็นอาชีพที่อยู่คู่กับประเทศไทยมานาน และนับวันก็ยิ่งมีผู้เข้าสู่วงการการขายมากยิ่งขึ้น  โดยเฉพาะ พนักงานขาย(ทางโทรศัพท์)  งานขายมีหลากหลายประเภท และเป็นที่นิยมเนื่องจากเป็นงานที่ท้าทายความสามารถ และมีโอกาสในสายอาชีพมากมาย นอกจากนี้ยังเป็นหนทางที่ดีสำหรับความก้าวหน้าในองค์กร ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและผู้อำนวยการบริษัทจำนวนมากที่มาจากตำแหน่งงานขายเป็นที่รวมของข้อมูลผลิตภัณฑ์ และลูกค้าของบริษัท ผู้ที่เป็นพนักงานขาย ต้องการความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การบริหารเวลา ทักษะการสื่อสาร ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคุณสมบัติที่สำคัญของผู้บริหารที่ดีจึงไม่น่าแปลกที่หลายบริษัทมักจะส่งเสริมพนักงานขายที่ประสบความสำเร็จขึ้นสู่ตำแหน่งบริหาร ดังนั้น ข้อดีของการเป็นพนักงานขาย(ทางโทรศัพท์) มีอะไรบ้าง

1) ทำมากได้มาก

เนื่องจากอาชีพเซลล์หรือนักขายเป็นอาชีพที่ได้ค่าคอมฯ ซึ่งหลายๆ บริษัทจะจ่ายค่าคอมฯ มากขึ้นไปอีกถ้าทำยอดขายได้ทะลุเป้า ดังนั้น ถ้าทำได้ก็จะได้รับเงินมากขึ้นตามความสามารถและผลงาน  ดังนั้นพนักงานขาย(ทางโทรศัพท์) สามารถกำหนดรายได้ของตัวเองได้ในแต่ละเดือน

2) สามารถสร้าง “Connection” ดีๆ ได้มากกว่าอาชีพอื่น

เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับพนักงานขาย(ทางโทรศัพท์) ในการได้พูดคุยกับคนใหม่ๆ ในแต่ละครั้งที่คุยกับลูกค้า ซึ่งลูกค้าบางคนเปิดโอกาสให้เราได้พูดคุย หากคุยกันอย่างถูกคออาจได้มีโอกาสพบปะพบหน้ากับลูกค้า แลกเปลี่ยนนามบัตรเป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจให้กับลูกค้า นับว่าเป็นช่วงเวลาที่มีค่า ถือว่าเป็นบันไดก้าวแรกสู่การขายและการสร้างความสัมพันธ์สำหรับการทำธุรกิจ บางทีคอนเนคชันที่คาดไม่ถึงในแต่ละวันที่คุณเจอ สามารถเปลี่ยนชีวิตคุณให้ดีขึ้นได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ

3) ได้เพิ่มทักษะการทำงานที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคน

นอกจาก Connection ที่ได้จากการขายแล้ว พนักงานขาย(ทางโทรศัพท์) ยังได้ทักษะการบริหารความสัมพันธ์เพิ่มขึ้นมาอีก ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาและลงมือทำได้ทันทีในการคุยกับลูกค้าแต่ละครั้ง นับตั้งแต่การทักทาย น้ำเสียง เหตุผล และการสนทนา เป็นต้น ซึ่งเราต้องพยายามแก้ไขได้ทุกครั้งที่ได้คุยกับลูกค้าใหม่ สิ่งนี้จะเป็นทักษะติดตัวเราตลอดชีวิตที่ทำให้เรามีพูดเก่ง ฉลาด น่าเชื่อถือ น่านับถือ เป็นประโยชน์ในการพบปะเพื่อนฝูง ผู้ใหญ่ คนพิเศษตลอดไป

4) ได้ทักษะในเรื่องการบริหารเวลา

สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตอีกสิ่งหนึ่งคือ “เวลา” ซึ่งในบางครั้งเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าเงินทอง เนื่องจากอาชีพพนักงานขาย(ทางโทรศัพท์) เป็นอาชีพที่ต้องมีการพูดคุยกับลูกค้าค่อนข้างมาก  ไปจนถึงการประสานงานกับทีมงานในบริษัท ทำให้ทักษะการบริหารเวลาเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะในแต่ละวันการโทรหาลูกค้าเก่าและใหม่เป็นเรื่องสำคัญ การบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพในการเข้าถึงลูกค้าแต่ละรายที่ดี จะทำให้เรามีเวลาคุยกับลูกค้ามากกว่าคนอื่นในแต่ละวัน ส่งผลให้สามารถขายสินค้าและปิดการขายได้ดีขึ้น

 5) มีความเข้าใจธุรกิจแบบ B2B และ B2C ที่ไม่มีสอนในมหาลัย

การได้พบปะพูดคุยกับลูกค้าในหลายๆ ธุรกิจ ทำให้คุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจของลูกค้า โดยที่ในบางครั้งเราอาจได้คุยกับลูกค้าที่มีประสบการณ์สูงโดยบังเอิญและเขายินดีจะแชร์ประสบการณ์และรับฟังคุณ โดยอาจเป็นการแชร์ประสบการณ์จากระดับ CEO หรือเจ้าของธุรกิจ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีค่าในการนำความรู้นั้นไปพัฒนาตัวเองให้ประสบความสำเร็จ และพัฒนาตัวเองจากนักขายไปเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจ สามารถนำความรู้นี้ไปประกอบอาชีพใหม่ๆ หรือธุรกิจส่วนตัวได้ในอนาคต

6) เป็นอาชีพที่ไม่มีวันตกงาน

ข้อนี้หลายๆ คนอาจจะไม่เห็นด้วย เพราะว่าพนักงานขาย(ทางโทรศัพท์)ใกล้ตัวหลายๆ ท่านก็เคยโดนไล่ออกหรือตกงานเพราะยอดไม่ถึง แต่แน่นอนว่าถ้าเราทำได้ถึงเป้าหรือยอดขายทะลุเป้าตามข้อหนึ่ง มีวินัยและการบริหารเวลาที่ดี คุณจะกลายเป็นมนุษย์ทองคำเนื้อหอมที่มีแต่บริษัทฯ อื่น ต้องการตัว เพราะงานขายคือหัวใจของธุรกิจแทบทุกที่ ได้รับค่าตอบแทนอย่างงามและต่อให้เศรษฐกิจจะแย่แค่ไหน แต่งานขายก็เป็นสิ่งที่สำคัญในการค้ำจุนธุรกิจให้โตไปข้างหน้าอยู่ดี ดังนั้นถ้าคุณเป็นนักขายมือดีคุณก็ไม่ต้องกลัวการตกงานอีกต่อไป เพราะต่อให้คุณตกงานไปเริ่มต้นกับบริษัทใหม่  คุณก็สามารถใช้ประสบการณ์ที่มีทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จอีกครั้งหนึ่งได้

7) เป็นรากฐานในการพัฒนาตัวเองสู่การเป็นเจ้าของกิจการ

แน่นอนว่านักธุรกิจชื่อดังหลายๆ คนในไทย ล้วนผ่านการเป็นนักขายหรือพนักงานขาย(ทางโทรศัพท์) มาก่อน เมื่อเป็นนักขาย มีประสบการณ์งานขายมาต่อยอดพัฒนาธุรกิจของตัวเอง จะทำให้การทำธุรกิจของตัวเองเริ่มต้นได้ง่ายกว่าผู้ที่ทำอาชีพอื่น เพราะตำราการทำธุรกิจที่ดีที่สุดนั้นคือการเริ่มจากลงมือขาย ซึ่งทำให้เราเรียนรู้ทักษะการทำธุรกิจตั้งแต่การสร้างคอนเนคชัน การเสนอขาย ต่อรอง เจรจา แนะนำสินค้า เป็นที่ปรึกษาและปิดการขาย เป็นต้น ถือว่าเป็นตำราเล่มสำคัญที่จะติดตัวคุณในการทำธุรกิจตลอดชีวิต

 8) ความอิสระในงาน 

งานขายมีลักษณะของความเป็นส่วนตัว พนักงานขาย(ทางโทรศัพท์) จะถูกสั่งการโดยตรงค่อนข้างน้อยกว่าตำแหน่งงานอื่น ทั้งนี้พนักงานขายแต่ละคนจะรับผิดชอบในงานของตนให้บรรลุตามเป้าหมายการขายโดยการบริหารงานของตนเอง ดังนั้น จึงไม่ต้องสนใจการสแกนนิ้วเข้างานหรือการกลับบ้านช้า เพราะคุณสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลาที่มีโทรศัพท์  คุณจะใช้เทคนิคอะไรก็ได้ในการคุยกับลูกค้าโดยไม่มีคนมาคอยฝ้าดูคุณ  ขอแค่คุณทำผลงานได้ตามเป้าหมายก็เพียงพอ

การเตรียมตัวเป็นผู้แทนขายงานโครงการที่ดี

การเป็นผู้แทนขายงานโครงการนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นงานที่ไม่ง่ายสำหรับผู้ขายมือใหม่  แต่หากผู้แทนขายงานโครงการ มีเซลล์พี่เลี้ยงที่คอยแนะนำและมีข้อมูลฐานของลูกค้าอยู่จะทำให้การได้ซึ่งงานโครงการใหม่ๆไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่ทั้งนี้ผู้ที่จะเป็นผู้แทนขายงานโครงการ ก็ควรมรการเตรียมตัวอย่างคร่าวๆ ก่อนจะเริ่มงงานเพราะเมื่อเริ่มงานจริงๆ แล้วจะได้ไม่รู้สึกว่างานนี้ยากจนเกิดความท้อในการทำงาน  การเตรียมตัวเป็น ผู้แทนขายงานโครงการ ควรเริ่มต้นดังนี้

1.ผู้แทนขายงานโครงการควรมีฐานข้อมูลงานก่อสร้างที่ดีก่อน จะประหยัดเวลา และพบกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน และหากมีรายละเอียดครบถ้วน  ก็จะทำให้แผนการทำงานเตรียมการเสนอขายกระชับ ปัจจุบันมีบริษัทผู้รวบรวมข่าวก่อสร้าง มาขายผ่าน Social network แล้ว และทำอย่างเป็นหมวดหมู่  สามารถแยกแยะได้หลายความต้องการของเรา

2.การเริ่มต้นอย่างน่าประทับใจ ในกระบวนการขั้นตอนการขาย ผู้แทนขายงานโครงการควรจะต้องมีการวางแผนไว้ให้ลูกค้าเกิดประสบการณ์ที่น่าประทับใจไว้เป็นอย่างดี ตั้งแต่จุดที่พบลูกค้าครั้งแรก เช่น ไม่ควรมาสาย ไม่ควรละเลยสิ่งสำคัญเล็กๆน้อยๆ เช่น การเลือกสถานที่ในการเจรจา สถานที่ที่ใช้ในการเจรจาควรเป็นสถานที่ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราให้เกียรติเขาอย่างมาก เพราะการขายโครงการคือการขายของจำนวนมาก มูลค่าสูงดังนั้นลูกค้าแต่ละรายที่ไปพบจึงไม่อาจละเลย และยังต้องสังเกตปกตินิสัยของลูกค้า สิ่งที่ชอบ และการศึกษาแนวคิดของโครงการลูกค้ามาก่อนไปพบเพื่อให้ลูกค้าเห็นว่า เรามีการเตรียมตัวมาอย่างดีและมีความรู้เกี่ยวกับสินค้าที่เราจะขาย

3.เริ่มต้นหาลูกค้ากับหัวหน้าทีมมืออาชีพ การที่เซลน้องใหม่จะเก่งได้ต้องอาศัยตัวอย่างและคำแนะนำที่ดีจากเซลรุ่นพี่  เพราะงานขายงานโครงการที่ผู้ขายจะต้องขายของเป็นล็อตใหญ่ จึงต้องอาศัยพนักขายที่มีประสบการณ์สูงในการแนะนำ ให้กับผู้แทนขายงานโครงการน้องใหม่ การออกตลาดกับทีมขายอย่างสม่ำเสมอจะทำให้คุณมองเห็นสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาด จากคำแนะนำของพนักงานขายประสบการณ์สูงซึ่งจะทำให้เรามีทักษะการขายที่ดีขึ้น 

  1. ขอคำแนะนำจากพนักงานขายรุ่นพี่ การเป็นผู้แทนขายงานโครงการน้องใหม่ เราจะหาความรู้ที่มีคุณค่าต่อการขายของเราได้อย่างไรถ้าไม่ใช่พนักงานขายรุ่นพี่ ซึ่งบางครั้งถ้าเราต้องการให้รุ่นพี่ให้คำแนะนำ เราอาจต้องเข้าหารุ่นพี่พูดคุยและพยายามแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆ เพื่อให้รุ่นพี่สอนเทคนิคต่างๆแก่เรา ในความเป็นจริงแล้วพนักงานขายรุ่นพี่จะมีหัวหน้าทีมที่คอยให้คำแนะนำกับรุ่นน้องอยู่แล้ว แต่ว่าหากเราสามารถคลุกคลีอยู่กับรุ่นพี่ได้มาก เราก็จะได้ความรู้และเทคนิคเฉพาะตัวมากเช่นกัน

5.รู้จักสินค้าของเราเป็นอย่างดี  ผู้แทนขายงานโครงการน้องใหม่ไม่ควรออกไปพบปะลูกค้าโดยที่ไม่มีข้อมูลใดๆ เลย เพราะนั่นเท่ากับเป็นการฆ่าตัวตายกลางสนามและเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้กับบริษัทอีกด้วย  เราควรมีแฟ้มข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของเราหรือไม่ก็สอบถามข้อมูลจากพนักงานขายรุ่นพี่ให้มากที่สุดแล้วทำเป็นแฟ้มข้อมูลส่วนตัวของเรา จากนั้นอ่านและทำความเข้าใจกับมันให้มากที่สุด หากไม่เข้าใจต้องถามผู้รู้อย่างปล่อยความสงสัยนั้นไว้จนเจอลูกค้าถาม

6.รู้จักลูกค้าที่จะเข้าไปพบ นอกจากจะรู้จักตัวเราเองอย่างดีแล้ว เราก็ต้องรู้จักลูกค้าเป็นอย่างดีด้วย เพื่อที่จะวางแผนว่าจะให้คำแนะนำลูกค้าอย่างไร สินค้าใดที่เหมาะสมกับลูกค้าที่สุด นอกจากนี้ ผู้แทนขายงานโครงการ ควรฝึกฝนทักษะการสนทนา พูดคุย ซักถามลูกค้า เพื่อให้ได้มาซึ่งความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าให้มากที่สุด เพื่อที่ต่อไปลูกค้าจะได้ไว้ใจสินค้าและบริการของเรา

7.ศึกษาถึงโปรโมชันและสิทธิพิเศษที่จะให้กับลูกค้าได้ ก่อนออกไปพบลูกค้าผู้แทนขายงานโครงการควรศึกษาว่าอะไรบ้างที่เราสามารถให้ลูกค้าได้ อะไรที่เราไม่สามารถให้ได้ ขอบเขตอยู่ที่ไหน การที่เรามีสิทธิพิเศษให้ลูกค้า จะเป็นการจูงใจในการตัดสินใจซื้อที่ง่าย และรวดเร็วขึ้น จนสามารถปิดการขาย โดยการที่ลูกค้าเพิ่งจะมาหาเราเป็นครั้งแรก  แต่วิธีนี้ ควรต้องนำเสนอคุณสมบัติ และสิทธิประโยชน์ของสินค้า เสียก่อนจนลูกค้าเริ่มมีความพร้อม มีความสนใจที่จะตัดสินใจ

  1. มีแผนการขายที่ดี การขายของบางครั้งจำเป็นต้องใช้เทคนิคเล็กๆน้อยๆ แต่ต้องเป็นเทคนิคที่ไม่หลอกลวงลูกค้า ซึ่งก่อนออกไปพบลูกค้าเราอาจต้องนัดแนะกับหัวหน้าทีมก่อน บางครั้งเราอาจเสนอแผนเองได้ เช่น ผู้แทนขายงานโครงการสามารถเลือกว่าจะปิดการขายแบบ คนดี – คนร้าย นั้นคือ ผู้แทนขายงานโครงการสมมติให้ตนเองเป็นคนดี และให้หัวหน้าเป็นคนร้าย คือผู้แทนขายงานโครงการก็จะเล่นเป็นบทคนดี ก็คือจะบอกลูกค้าว่า สินค้านี้จริงๆแล้วไม่สามารถลดราคาได้อีกแล้ว เป็นข้อเสนอที่พิเศษสุดๆ แต่ขอให้ลูกค้ารอสักครู่ เดี๋ยวผู้แทนขายงานโครงการจะไปขอกับหัวหน้ามาให้ เมื่อได้ราคาพิเศษมา เราก็แจ้งกับลูกค้าให้ทราบ เพื่อที่ลูกค้าจะได้รู้สึกว่าเราพยายามเพื่อเขาให้ได้รับสิทธิพิเศษจริงๆ การทำเช่นนี้บางครั้งลูกค้าอาจจะเชื่อแต่ลูกค้าบางคนอาจจะไม่เชื่อ ดังนั้น หากจะใช้วิธีการนี้ เราต้องมีความจริงใจ โปรโมชันที่เสนอให้ลูกค้าต้องเป็นสิ่งที่เราไม่ได้ให้กับลูกค้าทุกคน แต่จะให้กับลูกค้าที่มีการสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก เป็นต้น เพราะวงการการขายของนั้นอาจไม่ได้กว้างอย่างที่เราคิด บางครั้งลูกค้าอาจจะมีการพูดคุยสอบถามกับบริษัทอื่นๆ ทำให้รู้ว่าเราได้ให้สิทธิพิเศษกับเขาจริงๆ หรือว่าเป็นแค่การแสดงละครของเราเท่านั้น ถ้าหากลูกค้าพบว่าทั้งหมดเป็นแค่การแสดงที่ไม่จริงใจ ลูกค้าอาจหมดความเชื่อถือในตัวเราและเราจะไม่สามารถปิดขายได้